ประชาสัมพันธ์การป้องกันยุงลาย

10 มิ.ย. 2564      10 views

แชร์ทั้งหมด 0 ครั้ง

Facebook share Twitter share Print

 สถานการณ์ของโรคไข้เลือดออกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-4 เมษายน 2564 พบผู้ป่วยแล้ว 2,246 ราย เสียชีวิต 2 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด ได้แก่ 15-24 ปี รองลงมา 25-34 ปี และ 10-14 ปี ตามลำดับ ส่วนจังหวัดที่มีรายงานผู้ป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ ระนอง กรุงเทพมหานคร แม่ฮ่องสอน ระยอง และชลบุรี ตามลำดับ หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา(มกราคม-มีนาคม 63) พบผู้ป่วย 9,183 ราย เสียชีวิต 6 ราย จะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกลดลงอย่างเห็นได้ชัด อาจเป็นผลมาจากประชาชนส่วนใหญ่อยู่บ้านเพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด 19 และใช้โอกาสที่อยู่บ้านทำความสะอาดบ้านและบริเวณรอบๆ รวมถึงกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายไปด้วย 

            นายแพทย์โอภาส กล่าวเพิ่มเติมว่า การป้องกันโรคติดต่อนำโดยยุงลายนั้น ต้องระมัดระวังภาชนะที่มีน้ำขังที่จะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบริเวณรอบๆ ตัวบ้านและในชุมชน โดยช่วงนี้หลายหน่วยงานให้พนักงานทำงานที่บ้านตามมาตรการ work from home จึงขอให้ถือเป็นโอกาสในการสำรวจพื้นที่รอบบ้านและคว่ำภาชนะ เพื่อกำจัดลูกน้ำยุงลายไปด้วย โดยเก็บบ้าน เก็บขยะ เก็บน้ำ ตามมาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” ดังนี้ 1.เก็บบ้านให้สะอาด เช่น พับเก็บเสื้อผ้าใส่ในตู้หรือแขวนให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง 2.เก็บขยะที่อยู่บริเวณรอบบ้าน เก็บภาชนะใส่อาหารหรือน้ำดื่มที่ทิ้งไว้ใส่ถุงดำ และนำไปทิ้งลงถังขยะ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ 3.เก็บน้ำ ภาชนะที่ใส่น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ต้องปิดฝาให้มิดชิด ล้างคว่ำภาชนะใส่น้ำ และเปลี่ยนน้ำในกระถางหรือแจกันทุกสัปดาห์ ป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่ ซึ่งสามารถป้องกันได้ 3 โรค คือ 1.โรคไข้เลือดออก 2.โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และ 3.โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา

         ทั้งนี้ หากประชาชนมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หายใจเหนื่อยหอบ เบื่ออาหาร ปวดท้อง ซึ่งอาจมีลักษณะคล้ายกันหลายโรค ทั้งโรคไข้หวัดใหญ่ โรคไข้เลือดออก และโรคโควิด 19 จึงขอให้ประชาชนใส่หน้ากากอนามัย รับประทานยาลดไข้ 1-2 วัน โดยให้เลือกรับประทานยาแก้ไข้พาราเซตามอล หลีกเลี่ยงการทานยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ยาไอบูโพรเฟนแอสไพริน เพราะถ้าเป็นไข้จากโรคไข้เลือดออกยากลุ่มนี้ จะส่งผลทำให้การรักษายุ่งยากและเสี่ยงต่อการทำให้มีอาการหนักมากยิ่งขึ้น หากทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อรับการวินิจฉัยและรับการรักษาต่อไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กองโรคติดต่อนำโดยแมลง/สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค